คุณกำลังใช้เบราว์เซอร์รุ่นเก่า โปรดใช้ รุ่นที่ได้รับการสนับสนุน เพื่อรับประสบการณ์ MSN ที่ดีที่สุด

สมาร์ทมันนี่

ศึก "สหรัฐฯ-หัวเว่ย" หมดเวลา "จีน" ยืมจมูกคนอื่นหายใจ

โลโก้ ไทยรัฐ ไทยรัฐ 24/5/2562

"สงครามการค้า" เปิดศึกระลอกใหม่ ที่ลุกลามมาเป็น "สงครามเทคโนโลยี" เมื่อ "โดนัลด์ ทรัมป์" ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกคำสั่งฝ่ายบริหารห้ามบริษัทในสหรัฐฯ ใช้อุปกรณ์สื่อสารที่ผลิตโดยองค์กรที่มีความเสี่ยงต่อต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ งานนี้ทุกสายตาพุ่งเป้าไปที่ประเทศจีนโดยทันใด และคงหนีไม่พ้น "หัวเว่ย" อีกเป็นแน่ ... แม้ "ทรัมป์" จะไม่เอ่ยชื่อก็ตาม

ว่ากันว่า ที่ "ทรัมป์" ออกมาแอคชันดุเดือดในช่วงนี้ ทั้งการเตรียมขึ้นภาษีนำเข้ารอบใหม่อัตรา 5-25% สำหรับสินค้ามือถือ-แล็ปท็อป และตามมาด้วยการห้ามบริษัทสัญชาติอเมริกันทำธุรกิจกับ "หัวเว่ย" นั้น เพราะต้องการกดดันให้ "สี จิ้นผิง" ประธานาธิบดีจีน ปฏิบัติตามข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ที่ให้แก้ข้อกฎหมายภายใน อย่างเช่น การละเมิดลิขสิทธิ์ การบังคับถ่ายโอนเทคโนโลยี การอุดหนุนบริษัทและรัฐวิสาหกิจ และการเปิดตลาดภาคบริการ

© สนับสนุนโดย Trend VG3 Co., Ltd.

ซึ่งหลังจากข่าวการ "แบนหัวเว่ย" ออกมา หลายสื่อต่างจับจ้องปฏิกิริยาการตอบโต้กลับ แต่มีเพียงแค่การออกมาของ "เดวิด หวัง" ผู้บริหารอาวุโสของหัวเว่ย ที่บอกว่า "กระทบแค่เล็กน้อยเท่านั้น"

"การทำธุรกิจกับสหรัฐฯ ไม่ได้ใหญ่มากมายอะไร เรามีเครือข่ายอยู่ทั่วโลก ที่เรายังทำธุรกิจร่วมกันอยู่" - เดวิด หวัง

© สนับสนุนโดย Trend VG3 Co., Ltd.

เมื่อตรวจสอบยอดขายของหัวเว่ย พบว่า ปี 2561 มีรายได้กว่า 7.2 แสนล้านหยวน หรือราว 3.3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 19.5% แถมยังมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอีก 25.1% กว่า 5.9 หมื่นล้านหยวน หรือ 2.7 แสนล้านบาท และเมื่อมาดูส่วนแบ่งทางการตลาดแล้ว ก็จะพบว่า ที่ "หัวเว่ย" บอกว่า "กระทบเล็กน้อย" นั้น เห็นจะเป็นจริง เพราะหัวเว่ยมีส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯ เพียงแค่ 6.6% ของสัดส่วนตลาดทั้งหมดเท่านั้น ขณะที่ รายได้ในตลาดสหรัฐฯ ก็อยู่ที่ 4.8 หมื่นล้านหยวน หรือราว 2.2 แสนล้านบาท

"กูเกิล" รับลูก "แบนหัวเว่ย"

ตื่นตระหนกกันทั่วโลก หลัง "กูเกิล" รับลูกคำสั่งฝ่ายบริหารของ "ทรัมป์" ที่ห้ามทำธุรกิจกับ "หัวเว่ย" ซึ่งการห้ามทำธุรกิจร่วมกันในครั้งนี้ ส่งผลให้ "หัวเว่ย" ไม่สามารถใช้แอปพลิเคชันบางตัวของกูเกิลได้ ยกเว้นส่วนโอเพนซอร์ส ซึ่งแอปพลิเคชันบางตัวที่ในอนาคตหัวเว่ยจะใช้ไม่ได้นั้น ก็อย่างเช่น YouTube หรือ Maps นั่นเอง

© สนับสนุนโดย Trend VG3 Co., Ltd.

แต่ก่อนที่จะแตกตื่นกันไปมากกว่านี้ ทางหัวเว่ยก็ออกแถลงการณ์ทันที โดยระบุว่า "หัวเว่ยเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาการและการเติบโตของแอนดรอยด์ทั่วโลก ... ขอให้ความมั่นใจว่า จะยังคงให้บริการอัพเดทซอฟต์แวร์ด้านความปลอดภัยและบริการหลังการขายแก่ผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟนและแท็ปเล็ตของหัวเว่ยที่มีอยู่ในปัจจุบันทั้งหมดต่อไป ครอบคลุมถึงโมเดลที่ได้จำหน่ายออกไปแล้ว และที่ยังรอการจัดจำหน่ายอยู่ในสต๊อกทั่วโลก ... "

ก่อนที่ต่อมา กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ จะประกาศเลื่อนการบังคับใช้มาตรการแบนหัวเว่ยออกไปก่อน 90 วัน เพื่อเปิดทางให้มีการทำธุรกรรมที่จำเป็น รักษาและสนับสนุนการปฏิบัติการและการให้บริการในเครือข่ายที่มีอยู่ ... ผู้ใช้อย่างเราก็โล่งอกต่อไปได้อีกถึงวันที่ 19 สิงหาคม 2562 นี้

© สนับสนุนโดย Trend VG3 Co., Ltd.

แบน "หัวเว่ย" กระเทือนแค่ไหน?

ในประเด็นนี้ รศ.ดร.สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ให้ความเห็นกับ "ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์" ว่า คงกระทบบ้างไม่น่าจะเยอะ หัวเว่ยมีการเตรียมการมาเป็นปี ๆ คิดล่วงหน้ามาแล้ว ฉะนั้น ตอนนี้หัวเว่ยเตรียมสต็อกมาแล้ว 6 เดือน ถึง 1 ปี ในการพัฒนาชิพเซ็ต ... ผลประกอบการส่วนใหญ่ของหัวเว่ยอยู่ในประเทศจีน 55% ประมาณ 1 แสน กับ 5 พันล้านเหรียญฯ แล้วตลาดนอกประเทศก็ไม่ได้มีแค่มือถืออย่างเดียว หัวเว่ยมีการทำเรื่องสถานี 5G ทำ Base Station (ณ สิ้นเดือน มี.ค. 62 มีการทำสัญญาทดสอบเชิงพาณิชย์ทั่วโลก 40 ฉบับ และส่งสถานีฐานทั่วโลก 70,000 ชุด) ฉะนั้น หัวเว่ยขยายมาเป็นอันดับ 2 แต่เป็นมือถือไม่ถึงครึ่ง ผลกระทบที่มีต่อหัวเว่ยจึงเป็นระดับที่ไม่รุนแรงมาก ยอดขายอาจชะลอตัวลง เนื่องจากไม่สามารถใช้กูเกิลได้ กระทบบางส่วน เพราะว่าแอนดรอยด์เปิดโอเพนซอร์ส

ข้อสำคัญ หัวเว่ยไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ต้องกังวลเรื่องหุ้น ไม่เหมือนกับกูเกิล ผลประกอบการใน NASDAQ สูงมาก ฟองสบู่มาเป็นปี ๆ แล้ว โอกาสที่จะเกิดการลดลงของหุ้นก็มีอยู่สูง เป็นวิกฤติการณ์ดอทคอมรอบ 2 ซึ่งรอบแรกเกิดเมื่อปี 2001 (พ.ศ. 2544)

© สนับสนุนโดย Trend VG3 Co., Ltd.

"บริษัทอย่าง "กูเกิล" ก็ดี หรือหลายบริษัท เริ่มถึงทางตัน ต้องมีแหล่งใหญ่อย่างจีนที่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไข ธุรกิจของกูเกิลมีคู่แข่งหลายบริษัท ฉะนั้น เสียตลาดหัวเว่ย เสียคนไม่รู้กี่ล้านคน ไม่ได้ไลเซนต์ ตลาดโฆษณาก็ลดลง เพราะรายได้หลักกูเกิล คือ โฆษณา ปัญหา 2 ต่อ ทั้งปัญหาหุ้นร่วง ปัญหาผลประกอบการลดลง นำเข้ากว่า 60% จากตลาดไมโครชิพ ฉะนั้น หัวเว่ยนำเข้าไมโครชิพเฉียด 7 หมื่นล้านเหรียญฯ"

หัวเว่ยคงขาดทุน แต่ตลาดใหญ่ไม่ได้มาจากนอกประเทศเป็นหลัก พอยอดขายไม่ได้เหมือนเดิม แต่ยี่ห้ออื่นที่ไม่ถูกแบน เงินก็เข้าจีนเหมือนเดิม

© สนับสนุนโดย Trend VG3 Co., Ltd.

สหรัฐฯ เจ็บ ... จีนถอยยาก

รศ.ดร.มานพ กล่าวว่า จีนสะเทือนบ้าง แต่ไม่มาก หัวเว่ยมีการตั้ง HISILICON มาตั้งแต่เมื่อ 15 ปีที่แล้ว เพื่อทำวิจัยคอมพิวเตอร์ชิพ หัวเว่ยบอกเลยว่า ทำชิพได้ แต่ที่นำเข้า ก็เพื่อต้องการโกอินเตอร์ ซึ่งหัวเว่ยมีซัพพลายเออร์ 13,000 ราย เขาต้องการสร้างความเป็นอินเตอร์เนชั่นแนล ในระยะยาว จีนมองเห็นแล้วว่า "ยืมจมูกคนอื่นหายใจไม่ได้แล้ว" ยาว ๆ แล้ว สหรัฐฯ เสียเปรียบ เมื่อจีนผลิตได้เอง

เมื่อถามว่า มีโอกาสที่จีนจะยอมถอยหรือไม่? รศ.ดร.มานพ กล่าวว่า คงยาก เพราะเกียรติภูมิของจีนสำคัญ ถ้าเผื่อยอมอ่อนข้อ ใครจะเชื่อถือ ... "ถอยยาก"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

"ไอโฟน" แพงกระเป๋าฉีก! สงครามการค้าถล่ม "แอปเปิล" ดันราคาพุ่งพรวด

"ส่งออกไทย" ยังไหว! ทางรอดฝ่า "สงครามการค้า" หนีความเสี่ยงแสนล้าน

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

เพิ่มเติมจาก ไทยรัฐ

image beaconimage beaconimage beacon