คุณกำลังใช้เบราว์เซอร์รุ่นเก่า โปรดใช้ รุ่นที่ได้รับการสนับสนุน เพื่อรับประสบการณ์ MSN ที่ดีที่สุด

สมาร์ทมันนี่

SCB ติดปีกธุรกิจเวลท์ ผนึกจูเลียส แบร์ ดันลูกค้าลงทุนนอก

โลโก้ ประชาชาติ ประชาชาติ 13/3/2561 pum

"ณ ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาตลาดน้อยนี้ ถือเป็นประวัติศาสตร์ของธนาคารที่อยู่มานานกว่า 110 ปีแล้ว มีอะไรมากมายที่ไทยพาณิชย์ได้สร้างประวัติศาสตร์ไว้ในธุรกิจแบงก์ ทั้งการบุกเบิกธุรกิจรีเทลและอีกมากมาย ที่แบงก์เริ่มทำเป็นแบงก์แรกมาโดยตลอด และสถานที่แห่งนี้ก็กำลังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่อีก ในธุรกิจ wealth management ซึ่งเป็นการบริหารความมั่งคั่ง จากการที่ธนาคารได้จับมือกับผู้เชียวชาญในธุรกิจเวลท์อย่าง จูเลียส แบร์ ถือว่ามีเคมีที่ตรงกัน เพราะจูเลียส แบร์ ก็ทำธุรกิจมากว่า 100 ปีแล้ว"

เงิน-728x485 © Matichon เงิน-728x485

คำกล่าวปาฐกถาพิเศษของ ดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ในงานเปิดตัวบริษัทร่วมทุนระหว่างธนาคารไทยพาณิชย์ และจูเลียส แบร์ (Julius Baer) ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจบริการไพรเวตแบงกิ้งชั้นนำจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ดร.วิชิตมองว่า ธุรกิจเวลท์ของไทยแม้จะมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ แต่การบริหารความมั่งคั่งของไทยในวันนี้ ยังมีข้อจำกัด คือ ยังขาดระบบปฏิบัติการที่ดี ดังนั้นการร่วมมือครั้งนี้จะเข้ามาเพิ่มความสามารถในการให้บริการลูกค้ากลุ่มมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้น

สำหรับรูปแบบของบริษัทร่วมทุนดังกล่าว "อาทิตย์ นันทวิทยา" กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า บริษัทนี้จะมีทุนจดทะเบียน 1,800 ล้านบาท โดยธนาคารถือหุ้น 60% และจูเลียส แบร์ ถือหุ้น 40% โดยขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการเพื่อจัดตั้งบริษัทดังกล่าว ซึ่งจะต้องขออนุญาตทั้งการจัดตั้งบริษัทใหม่ จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และจัดตั้งบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งคาดว่าภายในสิ้นปีนี้น่าจะจัดตั้งบริษัทเรียบร้อย แต่บริษัทนี้จะเดินสายหาลูกค้าช่วงกลางปีนี้เป็นต้นไป โดยลูกค้ากลุ่มเป้าหมายจะเป็นผู้ที่ต้องการลงทุนขั้นต่ำ 100 ล้านบาทขึ้นไป

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า SCB จะมีธุรกิจบริหารความมั่งคั่งให้ลูกค้าภายใต้ไพรเวตแบงกิ้ง ซึ่งจะเป็นลูกค้าที่มีสินทรัพย์เกิน 50 ล้านบาท แต่ว่าส่วนใหญ่จะกระจายการลงทุนทั้งเงินฝากและกองทุนต่าง ๆ ที่หลากหลายที่อยู่ในประเทศเป็นหลัก ส่วนบริษัทร่วมทุนใหม่จะมีจุดขายให้บริการออกไปลงทุนในต่างประเทศทั้งหมด

ดังนั้น หากลูกค้าไพรเวตแบงก์ของธนาคารต้องการโยกเข้ามาลงทุนผ่านบริษัทร่วมทุนใหม่นี้ เพื่อหาผลตอบแทนหรือลงทุนแบบใหม่ ก็สามารถเข้ามาใช้บริการได้ โดยลูกค้าสามารถแยกพอร์ตลงทุน หรือนำเงินก้อนใหม่มาลงทุน ตลอดจนอาจจะเป็นลูกค้าใหม่ของธนาคารเลยก็ได้ ดังนั้น สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ทุกอย่าง และจะไม่ได้เข้ามาแข่งหรือแย่งลูกค้าไพรเวตของธนาคาร เพราะอยู่ที่จุดประสงค์การลงทุนของนักลงทุนว่า "อยากลงทุนอะไรมากกว่า"

"การลงทุนในบริษัทใหม่ถือเป็นทางเลือกให้นักลงทุนที่มีสินทรัพย์สูงเข้ามาลงทุน เพราะแม้แต่ลูกค้ารายเดิมของเรา เขาอาจมาลงทุนกับเราแค่ 50-100 ล้านบาท แต่มีการไปลงทุนที่แบงก์อื่น ๆ 900 ล้านบาทก็ได้ ดังนั้น สินทรัพย์ที่ลูกค้ามีอยู่ก็อาจไม่ได้บอกเราหมด ลูกค้าก็อาจย้ายเงินที่มีอยู่เข้ามาลงทุนใหม่กับเราก็ได้ อาจจะมาจากเงินก้อนใหม่ หรือเงินก้อนเก่าที่เขามีอยู่ก็ได้ ถือเป็นการเพิ่มทางเลือกใหม่ ๆ ในการลงทุน เพราะหากดูกลุ่มมั่งคั่งในประเทศขณะนี้มีกว่า 3 หมื่นคน ซึ่งมีสินทรัพย์ที่ถืออยู่ราว 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ" นายอาทิตย์กล่าว

เอ็มดีใหญ่ได้ตั้งเป้าหมายของการตั้งบริษัทนี้ ภายใน 5 ปี จะมีสินทรัพย์ภายใต้บริหาร (AUM) 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 9 แสนล้านบาท

ถือว่าเป็นอีกก้าวของไทยพาณิชย์ที่จะใช้บริษัทร่วมทุนใหม่แห่งนี้ เป็นแรงขับเคลื่อนสู่สิ่งใหม่ ๆ ซึ่งต้องจับตาต่อไปกับพลังการต่อยอดที่จะเสริมความแข็งแกร่งในข้างหน้า

เพิ่มเติมจาก ประชาชาติ

image beaconimage beaconimage beacon