คุณกำลังใช้เบราว์เซอร์รุ่นเก่า โปรดใช้ รุ่นที่ได้รับการสนับสนุน เพื่อรับประสบการณ์ MSN ที่ดีที่สุด

(คลิปข่าว) ตลาดรถยนต์โลกตั้งเค้าป่วน หลัง "อียู-สหรัฐฯ" จ่อสาดภาษี

ตลาดรถยนต์โลกตั้งเค้าจะปั่นป่วน หลังอุปสงค์หรือความต้องการซื้อรถใหม่กำลังแผ่ว ขณะที่สหภาพยุโรปและสหรัฐฯ ตั้งเป้าจะขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนประกอบตอบโต้กันความปั่นป่วนในอุตสาหกรรมรถยนต์ทั่วโลกพุ่งขึ้นอีกครั้งหลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ สหรัฐอเมริกา ยื่นเสนอบทสรุปของรายงานการไต่สวน ภายใต้มาตรา 232 ของกฎหมาย Trade Expansion Act 1962 ว่าด้วยเรื่องรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศว่า เป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ หรือไม่ ให้กับประธานาธิบดี "โดนัลด์ทรัมป์" เมื่อวันที่ 17 ก.พ. ที่ผ่านมา แม้บทสรุปของรายงานยังไม่เป็นที่เปิดเผยแต่สหภาพยุโรป (อียู) ผู้ผลิตและส่งออกรถยนต์รายใหญ่ คู่ค้าสำคัญของสหรัฐฯ ก็ประกาศแล้วว่าถ้าผู้นำสหรัฐฯตัดสินใจขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนประกอบตามที่เคยลั่นวาจาเอาไว้ ว่าอาจจะสูงถึง 25% อียูก็พร้อมตอบโต้ทันที โฆษกกรรมาธิการยุโรป มาการิทิส ชินาส เผยว่าหากสินค้าส่งออกของอียูได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจของประธานาธิบดีสหรัฐฯอียูก็พร้อมที่จะเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ ในอัตราสูงขึ้นคิดเป็นมูลค่ารวม 20,000 ล้านยูโรป หรือประมาณ 23,000ล้านดอลลาร์ (กว่า 7.59 แสนล้านบาท) โดยสินค้าในรายงานการไต่สวนว่าจะเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของสหรัฐฯ หรือไม่ครอบคลุมตั้งแต่รถยนต์ประกอบทั้งคันถึงชิ้นส่วนประกอบ และสิ่งที่น่ากังวลหากสหรัฐฯ ตัดสินใจขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนประกอบจริง จะส่งผลต่อตลาดรถยนต์ทั่วโลก ทำให้ต้นทุนผลิตและราคาจำหน่ายที่สูงขึ้น ขณะที่อุปสงค์หรือความต้องการซื้อรถใหม่จะลดวูบลงและผู้ซื้ออาจหันเข้าหาตลาดรถยนต์มือสองมากขึ้นกว่าเดิม จากสถิติของทางการสหรัฐฯในช่วง11เดือนแรกของปี61สหรัฐฯ นำเข้ารถยนต์จากต่างประเทศมูลค่ารวม158,600ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่นำเข้าจากเม็กซิโกและแคนาดา ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯได้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรีที่มีต่อกันในกลุ่มข้อตกลงสหรัฐฯ เม็กซิโก แคนาดาหรือ USMCA ส่วนตลาดอื่นๆ เช่นญี่ปุ่น เยอรมนี เกาหลีใต้ อังกฤษ ก็จะได้รับผลกระทบจากกำแพงภาษีนำเข้าที่สูงขึ้น และทรัมป์เองได้โพสต์ทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า ชื่นชอบการใช้มาตรการภาษีและชอบให้ประเทศคู่ค้ามาเจรจาต่อรอง ด้านนักวิเคราะห์มองว่า 90 วัน ที่ผู้นำสหรัฐฯ จะใช้ในการพิจารณารายงานข้อเสนอของกระทรวงพาณิชย์นั้น แท้จริงแล้ว คือ ช่วงเวลาที่เปิดให้มีการวิ่งล๊อบบี้ ทั้งจากฝ่ายเห็นด้วยและฝ่ายที่คัดค้านการขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนประกอบ ปัจจุบัน จีนเป็นตลาดรถยนต์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก แต่แนวโน้มยอดขายรถยนต์ในตลาดจีนยังคงลดลงต่อเนื่องมาจนถึงเดือน ม.ค.ปีนี้ ที่ยอดขายลดลงทำสถิติลดมากที่สุดในรอบ 7 ปี เช่นเดียวกับตลาดอเมริกาและยุโรปซึ่งยอดขายที่ลดลง ส่วนหนึ่งมาจากการทุ่มเทงบให้กับการวิจัยและพัฒนารถยนต์แห่งอนาคต เช่น รถยนต์ไฟฟ้า รถขับเคลื่อนอัตโนมัติไร้คนขับ สำหรับประเทศไทยนั้นรองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ให้ความเห็นว่า หากสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์และชิ้นส่วนจากทั่วโลกเป็น 25% ไทยจะได้รับผลกระทบไปด้วย แต่คงไม่มากนัก เพราะตลาดอเมริกาเหนือ เฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐฯ ไม่ใช่ตลาดหลักของไทย (จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือของกรมศุลกากร ในปี 2561 ไทยส่งออกรถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ไปสหรัฐฯ มูลค่า 29,373 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากจากปีก่อน 9.8% โดยตลาดสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนการส่งออก 3.1% ของการส่งออกในภาพรวม) อย่างไรก็ตาม คงต้องติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพราะจะมีผลต่อการนำเข้า-ส่งออกของรถยนต์ของทั่วโลกในอนาคต

ถัดไป

ถัดไป

เพิ่มเติมจาก Nation Channel

เพิ่มเติมจาก Nation Channel

image beaconimage beaconimage beacon