คุณกำลังใช้เบราว์เซอร์รุ่นเก่า โปรดใช้ รุ่นที่ได้รับการสนับสนุน เพื่อรับประสบการณ์ MSN ที่ดีที่สุด
ถัดไป
เอสเอ็มอีแบงก์ตั้งเป้าลูกค้า 1 ล้านรายภายใน 3 ปี

ผ่าตัดลดขนาดกระเพาะคนอ้วนห่างไกลโรค

รพ.กรุงเทพ ระดมทีมศัลยแพทย์ยดูแลผู้ป่วยโรคอ้วน เสนอเทคนิคการผ่าตัดส่องกล้องลดขนาดกระเพาะอาหาร ช่วยลดเสี่ยงโรค ลดน้ำหนัก ให้คนไข้กลับมามีสุขภาพดี มีความสุขรศ.นพ.สุเทพ อุดมแสวงทรัพย์ ศัลยแพทย์ส่องกล้องและการผ่าตัดโรคอ้วน ศูนย์ศัลยกรรม โรงพยาบาลกรุงเทพ แถลงข่าวการผ่าตัดส่องกล้องลดขนาดกระเพาะอาหาร เพื่อรักษาโรคอ้วน ว่า "โรคอ้วน" ภาวะที่ร่างกายมีไขมันสะสมในส่วนต่างๆของร่างกายเกินปกติ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงหรือสาเหตุให้เกิดโรคต่างๆที่ส่งผลถึงสุขภาพ อาจเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้ ปัจจุบันมีผู้ป่วยที่เข้าข่ายโรคอ้วนจำนวนมากขึ้น อีกทั้งโรคนี้เกิดขึ้นได้กลับทุกคน จากการรับประทานอาหารในปริมาณที่เกินความต้องการและขาดการออกกำลังกาย หรือการป่วยโรคแทรกซ้อนต่างๆก็เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อ เช่น โรคเบาหวาน โรคเส้นเลือดสมองอุดตัน หยุดหายใจขณะนอนหลับ ฯลฯ หรือเกิดจากยีนและความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ อย่างไรก็ตาม ผู้มีภาวะโรคอ้วน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีค่าดัชนีมวลกายไม่เกิน 32.5 ใช้วิธีคุมปริมาณอาหาร ลดแป้ง น้ำตาล ไขมัน และกลุ่มที่มีดัชนีมวลกายมากกว่า 32.5 ขึ้นไปและมีโรคแทรกซ้อนสาธิตการใช้อุปกรณ์ ทั้งนี้ ในทางการแพทย์มีวิธีลดน้ำหนักด้วยการผ่านส่องกล้องแบบ Minimally Invassive Surgery คือ "การผ่าตัดส่องกล้องลดขนาดกระเพาะอาหาร" เพื่อลดขนาดกระเพาะอาหารและการดูดซึม แผลมีขนาดเล็กคนไข้จะฟื้นตัวได้เร็ว ซึ่งเทคโนโลยีนี้ช่วยให้คนโรคอ้วนลดน้ำหนักได้ดีขึ้น ผ่าตัดส่องกล้องเพื่อรักษาผู้ป่วยโรคอ้วนผ่าตัดเข้าไปเพื่อจัดการกับกระเพาะอาหารเพื่อปรับและเปลี่ยนขนาดกระเพาะอาหารให้มีขนาดเล็ก โดยวิธีการผ่าตัดส่องกล้องลดขนาดกระเพาะมี 3 วิธี ได้แก่ คือ 1.การใส่หูรูดรัดกระเพาะ (Laparoscopic Gastric banding) เป็นการนำซิลิโคนรัดบริเวณส่วนต้นของกระเพาะอาหารให้มีขนาด 30 ซีซี ทำให้รู้สึกอิ่มเร็วเพราะกระเพาะเล็กลง ไขมันที่ห่อหุ้มกระเพาะจะหายไป คนไข้ทานได้เกือบปกติ น้ำหนักจะลดลง 60% ของน้ำหนักส่วนเกิน ซึ่งวิธีนี้ไม่เหมาะกับคนที่อ้วนมากๆและต้องดูแลหลังการผ่าตัดใกล้ชิด คนไข้ต้องมีวินัยสูงในการรับประทานอาหารหลังการผ่าตัดอย่างมีกำหนด ทีมศัลยแพทย์ รพ.กรุงเทพ ดูแลการผ่าตัดส่องกล้องลดขนาดกระเพาะอาหาร 2.การผ่าตัดกระเพาะแบบบายพาส (Laparoscopic REY Bypass Gastrectomy) ใช้วิธีการสอดกล้องทำการผ่าตัดผ่าแผลขนาดเล็กบริเวณหน้าท้อง จากนั้นแพทย์จะทำการสอดใส่เครื่องมือเข้าไป ทำการผ่าตัดกระเพาะให้เล็กลงเป็นกระเปาะและตัดลำไส้บายพาส 150 เซนติเมตร แล้วนำเอามาต่อกระเปาะและไปเชื่อมกับกระเพาะอาหารลำไส้ส่วนแรกไป (บายพาส) มาต่อกับลำไส้ส่วนที่สอง การผ่าตัดวิธีนี้คนไข้ต้องเคี้ยวอาหารให้ละเอียดที่สุด เพราะอาหารไม่ผ่านการย่อยในกระเพาะ และ 3.การผ่าตัดส่องกล้องลดขนาดกระเพาะอาหารแบบสลีฟ (Laparoscopic Sleeve Gastrectomy - LSG) วิธีนี้เหมาะกับคนไข้ที่มีดัชนีมวลกายประมาณ 35 ขึ้นไปและมีโรคแทรกซ้อนมากกว่า 2 โรคขึ้นไปเป็นการผ่าตัดเพื่อนำกระเพาะออกไปประมาณ 80% รวมส่วนที่ผลิตฮอร์โมนที่ควบคุมความหิว จะตัดกระเพาะให้เป็นรูปท่อเรียวเหมือนกล้วยหอม มีความกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร มีความจุ 150 ซีซี คนไข้จะทานได้น้อยลง วิธีนี้สามารถลดน้ำหนักได้มากถึง 40-60% จากน้ำหนักตั้งต้นรศ.นพ.สุเทพ อุดมแสวงทรัพย์ (ซ้าย) กระเพาะขนาดปกติ (ขวา) กระเพาะที่ผ่าตัดลดขนาด รศ.นพ.สุเทพ กล่าวต่อไปว่า ขั้นตอนการผ่าตัดแบบสลีฟจะใช้วิธีการส่องกล้อง มีแผลขนาดเล็ก 0.5 เซนติเมตร ประมาณ 3-4 รูเล็กๆเป็นการผ่าตัดแผลเล็ก เจ็บน้อย การผ่าตัดไม่ยุ่งยากซับซ้อน ผลการผ่าตัดใกล้เคียงกับวิธีการผ่าตัดแบบบายพาส คนไข้ดูแลตนเองหลังผ่าตัดไม่ยุ่งยาก ประสบภาวะขาดสารอาหารหลังผ่าตัดน้อยกว่า ทั้งนี้ การผ่าตัดแบบสลีฟแพทย์ผู้ผ่าตัดต้องมีความเชี่ยวชาญพิเศษ ในการวัดขนาดกระเพาะอาหารที่เหมาะสม ซึ่งประโยชน์ของการผ่าตัดรูปแบบนี้จะช่วยให้กระเพาะอาหารเล็กลง คนไข้รับประทานอาหารได้น้อยลงโดยไม่รู้สึกหิว รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น ช่วยจำกัดปริมาณการบริโภคอาหารนำไปสู่การลดน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพ "อายุที่ของคนไข้ที่เหมาะสมกับการผ่าตัดอายุไม่น้อยกว่า 16 ปีและไม่เกิน 65 ปี ส่วนระยะเวลาที่ใช้ในการผ่าตัดประมาณ 1 ชั่วโมงคนไข้ต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล 2-3 วันจากนั้นกลับไปพักรักษาตัวที่บ้านประมาณ 1 สัปดาห์ จุดเด่นของการผ่าตัดส่องกล้องลดขนาดกระเพาะอาหารของโรงพยาบาลกรุงเทพ นั้น คือการรวมทีมศัลยแพทย์มาดูแลคนไข้โรคอ้วน โรคแทรกซ้อนให้ได้รับการรักษาใกล้ชิดทั้งการฟื้นฟูร่างกาย สภาพจิตใจตั้งแต่ก่อนเริ่มผ่าตัด ระหว่างผ่าตัด และหลังการผ่าตัด ทั้งนี้ คนไข้ที่รับการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะ แต่สำคัญ ต้องมีวินัยในการดูแลตนเองด้วยเพื่อให้ห่างไกลจากโรค และกลับมามีสุขภาพที่ดี" ด้าน พญ.สุภัค กาญจนาภรณ์ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู กล่าวว่า คนไข้ที่จะรับการผ่าตัดส่องกล้องลดขนาดกระเพาะ ก่อนผ่าตัดต้องเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพทางกาย 2 สัปดาห์ เช่น ฝึกควบคุมการหายใจ ขับเสมหะป้องกันภาวะแทรกซ้อนระหว่างการผ่าตัด โดยต้องระวังการออกกำลังกายที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บของข้อต่อและกล้ามเนื้อ ต้องเลือกรูปแบบออกกำลังกายเหมาะสม เช่น การปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ แอโรบิค ส่วนหลังผ่าตัด ในช่วง แรกยังไม่สามารถออกกำลังกายหนักมากและไม่ออกกำลังที่เกร็งกล้ามเนื้อท้อง แต่สามารถออกด้วยวิธีการเดินหรือบริหารทุกส่วน และค่อยเพิ่มหลังผ่านพ้นช่วง 3-4 สัปดาห์ ทั้งนี้ ระยะยาว 3 เดือนเชื่อเปลี่ยนพฤติกรรม ทำให้คนไข้ติดการออกกำลังกายและออกกำลังกายด้วยตนเอง ขณะที่ พญ.วีรนุช โรจน์ยินดีเลิศ อายุรแพทย์ด้านโภชนาการ กล่าวว่า การดูแลทางด้านโภชนาการก่อนผ่าตัดใช้เทคนิดง่ายสุดคือ 2:1:1 หรือ ผัก 2 ส่วน แป้ง 1 ส่วน โปรตีน 1 ส่วน ในการรับประทานอาหารซึ่งคนไข้ไม่จำเป็นต้องนับแคลลอรี สามารถทานได้อิ่มเหมือนเดิมแต่ได้สารอาหารครบถ้วน จากนั้นหลังผ่าตัด ช่วงแรกจะงดอาหารเหลว 1-3 สัปดาห์ จากนั้นทานปกติเน้นการนับคำ 5-6 คำอิ่มโดยต้องทานโปรตีนในจากให้หมดก่อนเสมอ อาหารที่เป็นคำ อย่างไรก็ตาม คนไข้ที่ผ่าตัดแล้วต้องระวังภาวะการขาดน้ำ เนื่องจากหลังรับประทานอาหารต้องเว้นช่วงการดื่มน้ำ 30-45 นาที ในแต่ละวันจะเน้นดื่มน้ำน้อยแต่จิบบ่อยๆ ที่สำคัญต้องงดเครื่องดื่มชา กาแฟ และเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดสารอาหารก็ต้องรับวิตามินเสริม เช่น วิตามินรวม แคลเซียม เป็นต้น โดยการดูแลโภชนาการจะต้องทำควบคู่ไปกับการออกกำลังกายและติดตามภาวะแทรกซ้อน

รายการที่จะเล่น

เพิ่มเติมจาก Nation Channel

image beaconimage beaconimage beacon