คุณกำลังใช้เบราว์เซอร์รุ่นเก่า โปรดใช้ รุ่นที่ได้รับการสนับสนุน เพื่อรับประสบการณ์ MSN ที่ดีที่สุด
ถัดไป
สลด นทท.จีนลงเล่นน้ำทะเลหน้าโรงแรมตอนค่ำ ตาย 2 เจ็บ 2 สูญหาย 1

เปิด 2 ร่าง กม.ประเด็นร้อนในหมู่สงฆ์

ไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ กับแนวทางการเสนอ ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินวัดและพระภิกษุ และ ร่าง พ.ร.บ.สภาพุทธบริษัทแห่งชาติ ที่กำลังมาแรงและเป็นเรื่องร้อนในหมู่พระสงฆ์อยู่ในขณะนี้ประเด็นแรก ในเรื่องการจัดการทรัพย์สินของวัด นั้น ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินวัดและพระภิกษุ ได้กำหนดให้แต่ละวัด มี "คณะกรรมการจัดการทรัพย์สินของวัด" และคณะกรรมการจัดการทรัพย์สินฯ ต้องจัดทำงบบัญชีทรัพย์สินของวัดตามหลักการบัญชีตามมาตรฐานสากล โดยอย่างน้อยต้องประกอบด้วย งบแสดงฐานะทางการเงิน, งบรายได้ค่าใช้จ่ายและงบกระแสเงินสดทั้งรายเดือนและรายปี ผ่านการตรวจสอบบัญชีจากผู้ที่ได้รับใบอนุญาตรับรอง ทั้งนี้ทรัพย์สินของวัดให้หมายความรวมถึง ทรัพย์สินของมูลนิธิหรือองค์การที่จัดตั้งขึ้นโดยวัดหรือเกี่ยวเนื่องกับวัดด้วยนอกจากนี้ "คณะกรรมการจัดการทรัพย์สินของวัด" จะต้องส่งงบบัญชีให้ "สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ " และสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ต้องเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินต่อสาธารณชนในท้องที่ซึ่งวัดนั้นตั้งอยู่ประเด็นที่สอง การจัดการทรัพย์สินของพระภิกษุ ร่าง กม.ฉบับนี้ กำหนดว่า ทรัพย์สินของพระภิกษุที่ได้มาในระหว่างที่อยู่ใน"สมณเพศ" ให้ถือเป็นทรัพย์สินของวัดที่พระภิกษุนั้นสังกัดอยู่และเมื่อพระภิกษุรูปนั้นพ้นจากความเป็นพระภิกษุหรือมรณภาพ ให้ทรัพย์สินนั้นตกเป็นทรัพย์สินของวัดที่พระภิกษุนั้นสังกัดอยู่ รวมทั้งพระภิกษุต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สินที่พระรูปนั้นได้รับให้คณะกรรมการจัดการทรัพย์สินของวัดที่ตนสังกัดอยู่ทราบทุกปี (ปัจจุบันทรัพย์สินที่พระภิกษุรูปใดได้รับในขณะบวชเป็นพระอยู่ พระรูปนั้นสามารถนำทรัพย์สินที่ได้รับไปจำหน่าย จ่ายโอน หรือทำพินัยกรรมยกให้บุคคลใดก็ได้) ทั้งนี้เนื่องจากปัจจุบันการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดในบางวัดดำเนินการโดยเจ้าอาวาสรูปเดียว ไม่เปิดเผย ไม่โปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ เป็นช่องทางให้มีการนำทรัพย์สินของวัดไปใช้ในทางมิชอบ ส่วนพระภิกษุ ก็มีจำนวนไม่น้อย ที่นำเงิน ทรัพย์สินที่มีผู้ทำบุญ บริจาคให้ นำไปใช้ส่วนตัวส่วนร่างกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง คือ ร่าง พ.ร.บ.สภาพุทธบริษัทแห่งชาติ โดยร่าง กม.ฉบับนี้ กำหนดให้มีสภาพุทธบริษัทแห่งชาติ จำนวนไม่เกิน 36คน มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี โดยสมาชิกสภาฯ มีทั้งพระภิกษุผู้ทรงคุณวุฒิจากธรรมยุตินิกายและมหานิกาย ผู้เชี่ยวชาญทางด้านพระธรรมวินัย,อาจารย์ผู้สอนวิชาพระพุทธศาสนาทั้งนี้ "สภาพุทธบริษัทแห่งชาติ" จะเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ตีความพระธรรมวินัยเพื่อให้เป็นไปตามหลักพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ไม่ให้มีผู้นำคำสอนของพระพุทธเจ้าไปบิดเบือน เพราะปัจจุบันมีการบิดเบือนตีความพระธรรมวินัยการทำบุญทำทานผิดจากคำสอนของพระพุทธเจ้าผิดเพี้ยนไปเพื่อมุ่งแต่ลาภสักการะ อาจจะเป็นการหลอกลวงประชาชนให้หลงเชื่อนำเงินมาบริจาคเป็นธุรกิจหารายได้จำนวนมหาศาล สร้างความเสียหายให้กับหลักการของพระพุทธศาสนา นอกจากนี้"สภาพุทธบริษัทแห่งชาติ" ยังมีหน้าที่รวบรวมและเผยแพร่พระธรรมวินัยที่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนโดยสรุป "สภาพุทธบริษัทแห่งชาติ" จะทำหน้าที่เหมือน "คณะกรรมการกฤษฎีกา" ซึ่งเมื่อมีคำวินิจฉัยหรือให้ความเห็นหรือให้คำแนะนำเรื่องใดไปแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องนั้นๆ ต้องนำไปปฏิบัติ และคำวินิจฉัยสามารถนำไปอ้างอิงเป็นทางการได้ และหากร่าง พ.ร.บ.สภาพุทธบริษัทแห่งชาติ ผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ออกมาบังคับใช้เป็นกฎหมายในทางปฏิบัติ "สภาพุทธบริษัทแห่งชาติ" ก็จะมีการตั้ง "คณะวินัยธร"ขึ้นมาทำหน้าที่ตัดสินข้อร้องเรียนที่เกี่ยวกับพระสงฆ์ ซึ่งในการวินิจฉัย "คณะวินัยธร" ก็จะยึดเอาตามการตีความ หรือคำวินิจฉัย หรือความเห็น ที่ "สภาพุทธบริษัทแห่งชาติ" ได้เคยให้ไว้ แต่ถ้าเรื่องร้องเรียนนั้นเป็นเรื่องใหม่ "คณะวินัยธร" ก็จะถามความเห็นไปที่ "สภาพุทธบริษัทแห่งชาติ" ซึ่งเมื่อ "สภาพุทธบริษัทแห่งชาติ " มีคำนิจฉัยหรือให้ความเห็นว่าอย่างไร "คณะวินัยธร" ก็จะตัดสินไปตามนั้นหาก"คณะวินัยธร" ตัดสินว่าพระรูปใดต้องพ้นจากความเป็นสงฆ์ พระรูปนั้น ยังสามารถอุทธรณ์ต่อ"คณะวินัยธร" ได้อีกครั้ง แต่ถ้า" คณะวินัยธร" ยังตัดสินให้พ้นจากความเป็นสงฆ์เหมือนเดิม คำตัดสินของ"คณะวินัยธร" เป็นที่สุด ดังนั้น"คณะวินัยธร" จึงเปรียบเสมือน"ศาลสงฆ์" ซึ่งหากฝ่าฝืน ไม่ยอมสึก ก็จะมีความผิดฐานแต่งกายเลียนแบบสงฆ์ ซึ่งมีโทษทางอาญาสำหรับร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการจัดการทรัพย์สินวัดและพระภิกษุ แน่นอนว่า วัดและพระที่มีผลประโยชน์มาก มีทรัพย์สินสะสมมาก ย่อมไม่พอใจ ส่วนร่าง พ.ร.บ.สภาพุทธบริษัท ที่มีการตั้งองค์กรใหม่ขึ้นมาตีความพระธรรมวินัยนั้น ก็อาจถูกตั้งคำถามว่าเป็นใครกัน ที่จะมาผูกขาดตีความพระธรรมวินัยคำสอนพระพุทธเจ้า ว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องจับตาต่อไปว่า เมื่อร่าง กม.ทั้งสองฉบับนี้ ได้มีการเสนอต่อนายกฯ และประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติแล้ว จะได้รับการผลักดันต่อเพื่อออกเป็นกฎหมายบังคับใช้ต่อไปหรือไม่

รายการที่จะเล่น

เพิ่มเติมจาก Nation Channel

image beaconimage beaconimage beacon