คุณกำลังใช้เบราว์เซอร์รุ่นเก่า โปรดใช้ รุ่นที่ได้รับการสนับสนุน เพื่อรับประสบการณ์ MSN ที่ดีที่สุด

"เยรูซาเล็ม" วิกฤตความขัดแย้ง

ทำไมการรับรองเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลจึงจุดกระแสคัดค้านและความโกรธแค้นไปทั่วโลก ไปติดตามประวัติความเป็นมาของเมืองแห่งนี้ที่เป็นศูนย์กลางความขัดแย้งมานานหลายสิบปีในภูมิภาคตะวันออกกลางเยรูซาเล็มเป็นหนึ่งในเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในโลก มีความเป็นมากว่า 4 พันปี เป็นสถานที่ตั้งของศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์ของ 3 ศาสนา ได้แก่ คริสต์ อิสลาม และยูดายของชาวยิว และยังเป็นเมืองที่ทั้งอิสราเอลและปาเลสไตน์อ้างว่าเป็นเมืองหลวงของตัวเอง โดยปัจจุบันในเยรูซาเล็มมีผู้อยู่อาศัยราว 8 แสน 5 หมื่นคน แบ่งเป็นชาวยิว 61 เปอร์เซ็นต์ และชาวอาหรับ 37 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มนี้ส่วนใหญ่ไม่อยู่ปะปนในชุมชนเดียวกันเมื่อปี พ.ศ.2490 องค์การสหประชาชาติประกาศให้เยรูซาเล็มเป็น "Seperated Body"คือ ไม่ตกอยู่ภายใต้อธิปไตยของชาติใดชาติหนึ่ง แต่ต่อมาเกิดสงครามในปีถัดมาหลังการประกาศเอกราชของอิสราเอล จนกระทั่งในปี พ.ศ 2492 เมื่อสงครามสงบ จึงมีการลากเส้นแบ่งที่เรียกว่า "กรีนไลน์" ขึ้นมา แบ่งเยรูซาเล็มเป็น 2 ฝั่ง โดยอิสราเอลครองฝั่งตะวันตก ส่วนจอร์แดนคุมฝั่งตะวันออกแต่ปีพ.ศ.2510 อิสราเอลใช้กำลังเข้าครอบครองฝั่งตะวันออกของเยรูซาเล็ม และนับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2510 เป็นต้นมา อิสราเอลเริ่มนโยบายสร้างนิคมที่อยู่อาศัยชาวยิวบริเวณฝั่งตะวันออกของเมืองจนมีประชากรราว 2 แสนคนในปัจจุบัน แม้นานาชาติมองว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศก็ตามต่อมาในปีพ.ศ.2523 อิสราเอลประกาศความเป็นเจ้าของเยรูซาเล็มทั้ง 2 ฝั่ง ท้าทายประชาคมโลกอีกครั้ง ส่งผลให้หลายชาติทยอยย้ายสถานทูตจากเยรูซาเล็มไปยังเทลอาวีฟเพื่อตอบโต้ จนปัจจุบันสถานทูตที่อยู่ในอิสราเอลทั้งหมด 86 แห่งล้วนอยู่ในกรุงเทลอาวีฟ ซึ่งหากสหรัฐฯ ย้ายสถานทูตจริงก็จะถือเป็นประเทศแรกของโลก
image beaconimage beaconimage beacon