คุณกำลังใช้เบราว์เซอร์รุ่นเก่า โปรดใช้ รุ่นที่ได้รับการสนับสนุน เพื่อรับประสบการณ์ MSN ที่ดีที่สุด

เร่งแก้ปัญหาฝุ่นPM2.5 ลดการใช้รถยนต์มาทำงาน

ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมเพื่อเร่งรัดและทบทวนมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา PM 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ขณะที่นักวิชาการด้านสาธารณสุขศาสตร์ แนะให้ทางภาครัฐ ทำงานที่บ้าน แทนการออกมาทำงานที่ทำงาน เพื่อลดการใช้รถยนต์ ซึ่งเป็นปัญหาหลักของการเกิดฝุ่นละอองมลพิษในช่วง2เดือนนี้ แต่ก็ต้องไม่ทำให้เกิดการเสียงาน หรือให้หันมาใช้รถสาธารณะแทน นายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผย ก่อนการประชุม เพื่อเร่งรัดและทบทวนมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา PM 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลว่า สถานการณ์ในวันนี้พบว่าหลายพื้นที่ มีค่าฝุ่น PM 2.5 ลดลงในหลายสถานี เนื่องจากมีฝนตกลงมา และมีการทำฝนหลวง แต่ยังเป็นกังวลต่อสภาพอากาศที่เกิดขึ้น ที่ในช่วงนี้พบว่ากระแสลมค่อนข้างจะนิ่ง อากาศปิด ทำให้มลพิษ ยังลอยอยู่ในอากาศ วันนี้จึงได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งตำรวจ กระทรวงสาธารณสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านมลพิษทางอากาศ มาให้ข้อมูลเชิงวิชาการร่วมกันแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งระยะสั้นและระยะยาวว่าจะมีมาตรการดำเนินการอย่างไร เพื่อลดฝุ่นละอองที่ยังคงสะสม รวมไปถึง แหล่งรถยนต์ ที่ต้องดำเนินการให้เกิดมาตรการควบคุม โดยการนำรถยนต์ออกจากถนน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคนไทย และการเผา ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษ โดยปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุหลังการประชุมว่า จากการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวันนี้ ได้มีมาตรการออกมาช่วยแก้ปัญหาในระยะสั้นภายใน 2 เดือนนี้และระยะยาว โดยการช่วยกันลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว และหัน มาใช้รถสาธารณะแทร รวมไปถึงการงดเผาในที่สาธารณะซึ่งเป็นที่โล่งแจ้ง เพราะสองอย่างนี้ทำให้เกิดมลพิษสูง ขณะเดียวกันทางกรุงเทพฯและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ร่วมกันฉีดน้ำตามริมถนน เพื่อลดฝุ่นละออง รวมไปถึงการให้ประชาชนร่วมกันใส่หน้ากาก n95 หรือถ้าหาซื้อไม่ได้ก็ให้ใส่หน้ากากธรรมดาทั่วไปแทน และควรใช้ทิชชู่ซ้อนถึง 2 ครั้ง ก็จะเทียบเท่ากับการใส่หน้ากาก n 95 แล้ว ขณะที่อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ นายประลอง ดำรงค์ไทย ยืนยันว่า ขณะนี้หลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ด pm 2.5 ลดลงอยู่หลายจุด แต่ยังมีอีก 2 จุด ที่ค่าฝุ่นละอองยังไม่ลดลง คือที่จตุจักรและบางซื่อ วัดได้ 53 ถึง 58 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เนื่องจากว่าในสองพื้นที่นั้น การจราจรยังคงหนาแน่น ขณะเดียวกันการควบคุมรถยนต์ โรงงาน การก่อสร้างรถไฟฟ้า เป็นมาตรการที่จะแก้ปัญหาในระยะสั้นภายใน 2 เดือนนี้ ขณะที่แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย บอกว่า ทางกรมอนามัยได้เฝ้าระวัง พื้นที่สีส้ม ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยง ตัวเลขก็ยังอยู่ในระดับกลางยังไม่ถึงกับ 200 ถือว่ายังไม่วิกฤต พร้อมทั้งได้ช่วยกันประชาสัมพันธ์ ตามโรงเรียน เพื่อลดการสัมผัสฝุ่นละออง อย่างเช่น การทำกิจกรรมนอกตัวอาคารหรือกลางแจ้ง หรือการเดินเล่นตามริมถนน ที่ยังถือว่า เป็นอันตราย จึงไม่อยากให้ร่างกายเกิดการสะสมของฝุ่นละอองมีพิษ เช่นเดียวกับความคิดเห็นของ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค นายแพทย์ขจรศักดิ์ แก้วจรัส ยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่พบผู้ป่วย ที่เป็นโรคเสี่ยงต่อฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 รวมไปถึงโรคทางเดินหายใจ //โรคหอบ// โรคเส้นเลือดตีบ ในช่วง 2-3 เดือนมานี้ แต่สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือผู้ที่มีโรคประจำตัว อาจจะได้รับผลกระทบ ต่อฝุ่นละอองขนาดเล็ก ก็จะต้องมีการไปสอบถามแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทางออกที่ดีควรอยู่ในบ้าน ไม่ต้องออกมาด้านนอก เพื่อลดการเผชิญกับฝุ่นละออง หรือถ้าหากหลีกเลี่ยงการเผชิญฝุ่นละอองไม่ได้ ก็จะต้องสวมหน้ากาก n 95 ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งจำเป็น ด้านดร.สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา อาจารย์คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า เมืองอื่นๆทางซีกโลกก็ได้ประสบปัญหาคล้ายๆกับเมืองไทย แต่ขณะนี้ก็พบว่ามีหลายเมืองประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ก็อาจจะมีในเรื่องของการกระทบกับผู้ใช้รถใช้ถนน ซึ่งเป็นปัญหาหลักของการเกิดมลพิษ ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ร่วมกันการฉีดพ่นน้ำหรือการทำฝนหลวง ซึ่งในวันนี้ก็พบว่าหลายพื้นที่ค่าฝุ่นละอองลดลง และคิดว่าในช่วงเย็นวันนี้ค่าฝุ่นจะลดลงกว่านี้อีก ร้อยละ 10 แต่ถามว่าค่าฝุ่นยังมีอยู่ไหมยังถือว่ามีอยู่ ขณะเดียวกันได้เสนอแนะ ให้ทางภาครัฐ ช่วยกันลดจำนวนการใช้รถ โดยให้ทำงานอยู่ที่บ้าน แต่ก็ขึ้นอยู่กับ ภาระหน้าที่งานของแต่ละคน ไม่ให้เกิดผลเสียหรือเกิดความเดือดร้อน รวมไปถึงอาจเป็นการใช้รถยนต์ทะเบียนคู่หรือคี่ในการวิ่งเข้ามาในตัวเมืองจะช่วยลดมลพิษได้ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับมาตรการของทางภาครัฐ ว่าจะสามารถดำเนินการ ได้อย่างที่คิดหรือไม่ ขณะเดียวกัน ผู้บังคับการตำรวจจราจร พลตำรวจตรีนิธิธร จินตกานนท์ ระบุว่า เมื่อวานนี้ได้มีการตั้งด่านตรวจทั่วประเทศทั้งหมด 12 ด่าน พบว่ามีรถ 6 ล้อขึ้นไป ซึ่งเป็นรถที่ใช้น้ำมันดีเซลที่มีควันดำ ตรวจพบทั้งหมด 651 คัน ซึ่งก็ถูกดำเนินคดีและมีการฉีดพ่นสเปย์เพื่อไม่ให้นำรถมาใช้วิ่งชั่วคราวจนกว่าจะมีการแก้ปัญหาควันดำถึงจะนำรถกลับมาใช้ได้ตามปกติ และขณะนี้ ก็มีการเพิ่ม จุดตรวจวัดควันดำอีก 8 จุด รวมเป็น 20 จุด ซึ่งเป็นมาตรการที่เข้มข้นมากขึ้น พร้อมทั้งจะมีการทำหนังสือไปยังกองบัญชาการตำรวจนครบาล ในการขอความร่วมมือให้สอดส่องดูแลไม่ให้มีการจอดรถตามถนนสายหลัก 24 ชั่วโมงโดยให้พื้นที่สน.นั้นๆเป็นผู้ควบคุมและดูแล และถ้าพื้นที่ไหนมีการปล่อยปละละเลยให้มีการจอดตามริมถนนก็จะถือว่ามีความผิดเช่นเดียวกัน สอดคล้องกับข้อมูลของ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ บอกว่า ขณะนี้รถขสมก.มีอยู่จำนวน 2800 คัน แบ่งเป็นใช้ แก๊ส NGV ประมาณ 700-800 คัน และรถที่ใช้ดีเซลมีอยู่กว่า 2,000 คัน โดยเมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา ได้นำรถที่ใช้B 20 กว่า 800 คันมา วิ่งบนถนน เพื่อปรับเปลี่ยนไม่ให้มีการใช้น้ำมันดีเซล โดยคาดว่าในปี 2565 รถกว่า 2,000 คันที่ใช้น้ำมันดีเซลจะหมดไปและให้มาใช้รถ โดยสารไฟฟ้า และรถโดยสาร Hybrid แทน รวมถึงการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงให้เป็นไปตามมาตรฐาน Euro 5 การจำกัดรถบรรทุกเข้าเขตกรุงเทพฯในช่วงเวลาเร่งด่วน ส่วนรถเก่าก็จะเริ่มงดวิ่งในช่วงนี้ อย่างเช่น ช่วงวันปกติวิ่ง 4 เที่ยวก็จะลดลงเหลือวิ่ง 3 เที่ยว แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับผู้ที่ใช้บริการ มาตรการนี้เป็นมาตรการเสริมที่จะเข้ามาช่วยเรื่องการลดมลพิษ ด้านกรมฝนหลวง 1 ในหน่วยงานที่เข้าร่วมประชุม บอกว่า ขณะนี้ได้มีการตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็วที่อู่ตะเภา ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา เพื่อมีการตรวจสอบสภาพอากาศ โดยช่วงนี้จะมีฝนตกในพื้นที่กรุงเทพมหานคร แต่หลังจากวันที่ 18 มกราคมนี้ จะมีอากาศเย็นลง ความกดอากาศต่ำ ซึ่งก็ได้เฝ้าระวังว่ามวลอากาศเย็นอาจจะทําให้อากาศไม่เกิดการระบายและอาจทำให้มีฝุ่นละอองมากขึ้น ซึ่งกรมฝนหลวงก็ได้จัดตั้ง War room เพื่อติดตามสภาพอากาศ อย่างใกล้ชิด

ถัดไป

ถัดไป

เพิ่มเติมจาก Nation Channel

เพิ่มเติมจาก Nation Channel

image beaconimage beaconimage beacon